สายพันธุ์กล้วยไม้ ” ชื่อไทย : ไอยเรศหรือพวงมาลัย “

สายพันธุ์กล้วยไม้ ” ชื่อไทย : ไอยเรศหรือพวงมาลัย “

ชื่อไทย : ไอยเรศหรือพวงมาลัย  หางกระลอก  เอื้องพวงหางฮอก(ภาคเหนือ)  อัยเรศ(กรุงเทพมหานคร)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhynchostylis retusa (L.)Blume

ลักษณะทั่วไป :  ไอยเรศมีลำต้นใหญ่แข็งแรงคล้ายกล้วยไม้ช้าง แต่ใบยาวกว่าและแคบกว่า ใบยาวประมาณ 40เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร มีทางสีเขียวแก่สลับกับสีเขียวอ่อนตามความยาวของใบคล้ายกล้วยไม้ช้าง ปลายใบมีลักษณะเป็นฟันแหลมไม่เท่ากัน ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก โค้งห้อยลง ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ก้านช่อยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีดอกแน่นช่อ ในหนึ่งช่อมีดอกประมาณ 150 ดอก มากกว่ากล้วยไม้ช้าง รูปร่างลักษณะของช่อดอกที่ยาวเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายกับลักษณะของพวงมาลัย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พวงมาลัย” ต้นใหญ่ๆ มักจะแตกหน่อที่โคนต้น เกิดเป็นกอใหญ่ขึ้นได้ ดอกขนาดมีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร สีพื้นของกลีบนอกและกลีบในของดอกเป็นสีขาว มีจุดสีม่วงประปราย เดือยดอกมีสีม่วงอ่อน แผ่นปากมีลักษณะโค้งขึ้นบนแล้วยื่นไปข้างหน้า มีแต้มสีม่วงตรงกลางแผ่นปากส่วนโคนและปลายสุดแผ่นปากเป็นสีขาว ปลายแผ่นปากเว้า เส้าเกสรเห็นชัด ดอกจะบานอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ไอยเรศที่มีดอกสีขาว ไม่มีสีม่วงปะปนอยู่เลย เรียก “ไอยเรศเผือก” ซึ่งหาได้ยากไอยเรศปลูกเลี้ยงได้ง่าย ให้ดอกทุกปี และชอบแสงแดดมากกว่ากล้วยไม้ช้าง การปลูกอาจเกาะไว้กับกิ่งไม้หรือท่อนไม้ ไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงแดด หรือจะปลูกลงกระเช้าไม้ แขวนไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ ควรให้ได้รับแสงแดดมากกว่ากล้วยไม้ช้างเล็กน้อย และควรปลูกในเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม เนื่องจากช่วงต้นฤดูฝนจะทำให้ต้นและรากเติบโตดี 

ช่วงออกดอก : ประมาณเดือนเมษายน- พฤษภาคม

แหล่งที่พบและการกระจายพันธุ์ :ไอยเรศเป็นกล้วยไม้ป่าพันธุ์แท้ที่มีถิ่นกำเนิดกระจายไปทั่วประเทศไทยและในประเทศศรีลังกา เนปาล ภูฎาน พม่า จีน ประเทศแถบอินโดจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และหมู่เกาะบอร์เนียว ในประเทศไทยพบในป่าที่มีระดับความสูงตั้งแต่ประมาณ 150-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล

สายพันธุ์กล้วยไม้ “เขาแกะ”

สายพันธุ์กล้วยไม้ “เขาแกะ”

ชื่อไทย : เขาแกะ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhynchostylis coelestis (Rchb.f.) Rchb. F. ex .H.J. Veitch

ลักษณะทั่วไป :  เป็นกล้วยไม้ชนิดเดียวในสกุลช้างที่มีลักษณะช่อดอกตั้งขึ้น ใบมีลักษณะแบนคล้ายแวนด้า ยาวประมาณ15 เซนติเมตร และบางกว่ากล้วยไม้ชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน โคนใบซ้อนกันเป็นแผง ใบโค้งสลับกันในทางตรงกันข้าม ด้วยลักษณะนี้เองจึงได้ชื่อว่า “เขาแกะ” ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีดอกแน่นช่อ ดอกมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบดอกทั้งกลีบนอกและกลีบในมีพื้นสีขาว มีแต้มสีม่วงครามที่ปลายกลีบทุกกลีบ ฐานของแผ่นปากและครึ่งหนึ่งของแผ่นปากที่ต่อกับฐานมีสีขาว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของแผ่นปากเป็นสีม่วงครามเช่นเดียวกับที่ปลายกลีบแต่สีเข้มกว่า ปากของเขาแกะคล้ายกับปากของไอยเรศ สีม่วงครามของเขาแกะบางต้นอาจมีสีต่างออกไป เช่น มีสีม่วงมากจนเกือบแดง เรียกว่า “เขาแกะแดง” บางต้นมีสีไปทางสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน บางต้นดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ เรียกว่า “เขาแกะเผือก” ซึ่งค่อนข้างหาได้ยาก เดือยดอกยาวกว่าและแคบกว่าของไอยเรศ ปลายของเดือยดอกโค้งลง ดอกบานทนประมาณสองสัปดาห์ เขาแกะเป็นกล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนแล้งได้ดี ชอบแสงแดดและอากาศถ่ายเทมากกว่าไอยเรศและช้าง อาจปลูกติดไว้กับต้นไม้ ท่อนไม้ หรือปลูกลงกระเช้าไม้ เนื่องจากปลูกเลี้ยงได้ง่าย ช่อดอกตั้ง สีของดอกเป็นสีม่วงครามหรือใกล้ไปทางสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่หาได้ยากในกล้วยไม้ทั่วๆ ไป จึงนิยมนำเขาแกะไปผสมข้ามสกุลกับกล้วยไม้ชนิดอื่นอีกหลายชนิดโดยเฉพาะกล้วยไม้ในสกุลใกล้เคียงกับกล้วยไม้สกุลแวนดา เพื่อพัฒนาเป็นกล้วยไม้ตัดดอกหรือเป็นกล้วยไม้ประเภทสวยงาม

ช่วงออกดอก : ประมาณเดือนเมษายน – มิถุนายน

แหล่งที่พบในประเทศไทย: พบตามป่าผลิใบหรือป่าดิบแล้ง ยกเว้นภาคใต้

เขตการกระจายพันธุ์ : เขาแกะมีถิ่นกำเนิดกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทย มักพบขึ้นในป่าโปร่งผลัดใบ ทั้งในภูมิภาคที่เป็นภูเขาและที่ราบ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สายพันธุ์กล้วยไม้ “เอื้อง สายน้ำผึ้งไทย Dendrobium primulinum”

 

เอื้อง สายน้ำผึ้งไทย Dendrobium primulinum

                 เอื้องสายน้ำผึ้ง เป็นกล้วยไม้ที่มีเขตกระจายพันธุ์กว้างขวางตั้งแต่ เมืองยูนาน ประเทศจีน พม่า ลาว ไทย และเวียดนาม เติบโตบนความสูงตั้งแต่ 500 – 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่กระนั้นกลับเลี้ยงในสภาพพื้นราบในบ้านเราได้อย่างไม่สะทกสะท้าน 

สายน้ำผึ้งไทย ลักษณะโดยทั่วไปคือมีกลีบดอกมีขนาดเล็กสีม่วงอ่อนไปจนถึงเข้ม และที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ มีปากที่บานขนาดใหญ่ บริเวณปากมีเส้นสีม่วงขีดอยู่ หากมองผิวเผินจะมีลักษณะคล้ายกับเส้นเลือดฝอย บริเวณ ปากของ สายน้ำผึ้งไทย ไม่มีสี ในขณะที่ สายน้ำผึ้งลาว จะมีสีเหลืองอยู่บริเวณที่ปากดอก เอื้องสายน้ำผึ้ง มีกลิ่นหอมที่เย้ายวนให้หลงไหลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยามบ่าย หากได้เดินผ่าน เอื้องสายน้ำผึ้ง ที่กำลังเบ่งบานอยู่เต็มลำแล้วละก็ เราจะได้กลิ่นหอมนี้โชยอยู่ทั่วบริเวณเลยครับ 
                   ฤดูกาลให้ดอก เอื้องสายน้ำผึ้ง คือ ระหว่างช่วงเดือน กุมภาพันธุ์ – เมษายน โดย เอื้องสายน้ำผึ้ง จะเริ่มทยอยทิ้งใบในช่วงปลายหนาว ระหว่าง พฤศจิกายน – มกราคม และจะพักตัวโดยเหลือเพียงแต่ลำลูกกล้วยไปนาน เมื่อเริ่มเข้าฤดูร้อน ราว ๆ ต้นเดือนกุมภาพันธุ์ หากสังเกตุที่ลำลูกกล้วยก็จะพบว่ามีตุ่มดอกมากมายเกิดขึ้นเรียงราย ตามข้อลำลูกกล้วย ลองสังเกตุกันดูนะครับ ในฤดูกาลให้ดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้ง เรามักจะพบศัตรูกล้วยไม้ที่เรียกว่า เพลี้ยไฟ หรือ ตัวกินสี ไต่อยู่บนดอกของสายน้ำผึ้ง อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งยากแก่การกำจัด ตัวกินสีเหล่านี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้ดอกของ เอื้องสายน้ำผึ้ง บานอยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ 

สายพันธุ์กล้วยไม้ “เอื้องกุหลาบกระเป๋าปิด (Aerides odorata)”

เอื้องกุหลาบกระเป๋าปิด (Aerides odorata)

           กุหลาบกระเป๋าปิด เป็นกล้วยไม้ในกลุ่มสกุล กุหลาบ (Aerides) ที่พบได้ทุกภาคในประเทศไทย แต่ลักษณะของดอกแต่ละพื้นที่ที่พบกลับแตกต่างกัน ในทางเหนือ กุหลาบกระเป๋าปิด จะ มีลักษณะของลำต้นที่ตั้งตรง ใบหนาและลักษณะของกลีบดอกจะใหญ่กลม ก้านส่งช่อแข็งดอกจึงมีลักษณะโค้งเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ของภาคอื่น ๆ กุหลาบกระเป๋าปิด จะมีลักษณะของลำต้นที่บิด ใบยาวเรียวก้านช่อส่งจะอ่อนกว่าช่อดอกจึง อ่อนโค้งลง ชื่อของ กุหลาบกระเป๋าปิด นั้นได้มาเนื่องจาก ส่วนของปากดอกจะมีลักษณะปิดพับเส้าเกสรไว้นั่นเองครับ หากเป็นกุหลาบตัวอื่น ๆ ปากดอกจะเปิดออก เช่น กุหลาบเหลืองโคราช และ กุหลาบกระเป๋าเปิด เป็นต้น

สายพันธุ์กล้วยไม้ “เอื้องกุหลาบแดง Aerides crassifolia”

 

เอื้องกุหลาบแดง Aerides crassifolia

            Aerides crassifolia เป็นชื่อวิทยาศาสตร์สกุลกุหลาบของกล้วยไม้ชนิดนึ้ เรารู้จักกันในนาม เอื้องกุหลาบแดง หรือเรียกกันห้วนๆว่า กุหลาบแดง กล้วยไม้ชนิดนี้เติบโตและกระจายสายพันธุ์เกือบทุกภาคพื้นที่ของป่าในประเทศไทยเรา เอื้องกุหลาบแดง มักขึ้นตามคาคบไม้สูง แต่บางครั้งเราก็พบว่ามันชอบเติบโตบนกิ่งก้านต้นไม้ที่ต่ำเพียงมือเอื้อมถึงเช่นกัน

            ลักษณะพิเศษประจำสกุลของ เอื้องกุหลาบแดง คือ มีเดือยดอกเรียวแหลมหรือปลายงอนออกมาทางด้านหน้าของดอก ลำต้นเตี้ยล่ำ ใบใหญ่สั้นหนาสีเขียวปนแดง สีแดงจะเข้มขึ้นในช่วงแห้งแล้ง ใบกว้างราว 1.5-2.0 เซนติเมตร ยาวราว 10-18 เซนติเมตร ผิวใบอาจย่นตามขวางของใบ ใบเรียงสลับระนาบเดียว ลำต้นเจริญทางปลายยอด ช่อดอกโค้งลงยาวใกล้เคียงกับใบ มีดอกช่อละ 10-20 ดอก ขนาดดอกกว้าง 2-3 เซนติเมตร กลีบดอกสีชมพู-ม่วงแดง ส่วนปากดอกสีเข้ม กลีบในบิดไปด้านหลัง ดอกมีกลิ่นหอม บานช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ลักษณะเด่น คือกลีบดอกนอกคู่ล่างกว้าง ปากแบะยื่น เดือยดอกยาว เห็นชัดเจน ปลายเดือยงอนขึ้น และไม่อยู่ใต้ปลายปาก เอื้องกุหลาบแดง พบตามธรรมชาติ ในป่าแล้งภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคตะวันออกของไทย รวมทั้งจังหวัดนครนายกและกาญจนบุรี นอกจากนี้ยังพบในประเทศ พม่า ลาว และเวียดนาม